มุมวิทยฐานะ
เกณฑ์ใหม่ เริ่มใช้ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ นี้ !!!

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะใหม่ ซึ่งปรับมาจากเกณฑ์ ว 25/2548 และ ว 2/2551 และได้มอบหมายให้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีและเลื่อนวิทยฐานะไปจัดทำรายละเอียด เพื่อให้ประกาศใช้ได้ในวันที่ 1 ต.ค. 2552
สำหรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะใหม่จะมีการพิจารณาใน 3 ด้าน คือ
1. ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
2. ด้านความรู้ความสามารถ
3. ด้านผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะมี 2 ส่วน คือผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และผลงานทางวิชาการ
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเกณฑ์การตัดสิน
วิทยฐานะชำนาญการ จะมีการประเมินทั้ง 3 ด้าน โดยในด้านที่ 3 คือการประเมินผลการปฏิบัติงานนั้นจะประเมินเฉพาะผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเท่านั้น ไม่ต้องประเมินผลงานทางวิชาการ โดยคะแนนแต่ละด้านต้องได้ด้านละไม่ต่ำกว่า 65%
วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ คะแนนด้านที่ 1 และ 2 ต้องได้คะแนนแต่ละด้านไม่ต่ำกว่า 70% ส่วนด้านที่ 3 ต้องได้คะแนนในส่วนผลการพัฒนาผู้เรียนไม่ต่ำกว่า 65% คะแนนผลงานทางวิชาการไม่ต่ำกว่า 65% เมื่อรวมคะแนน 2 ส่วนนี้ต้องเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 70%
วิทยฐานะเชี่ยวชาญ ด้านที่ 1 และ 2 ต้องได้คะแนนแต่ละด้านไม่ต่ำกว่า 75% ส่วนด้านที่ 3 ต้องได้คะแนนในส่วนผลการพัฒนาผู้เรียน ไม่ต่ำ กว่า 70% และคะแนนผลงานทางวิชาการไม่ต่ำกว่า 70% โดยคะแนน 2 ส่วนต้องรวมกันเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 75%
วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ด้านที่ 1 และ 2 ต้องได้คะแนนแต่ละด้านไม่ต่ำกว่า 80% ขณะที่ในด้านที่ 3 ต้องได้คะแนนในส่วนผลการพัฒนาผู้เรียนไม่ต่ำกว่า 75% และคะแนนผลงานทางวิชาการไม่ต่ำกว่า 75% และต้องได้คะแนน 2 ส่วนเฉลี่ยรวมไม่ต่ำกว่า 80%
รมว.ศึกษาธิการกล่าวอีกว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะต่างจากเกณฑ์เดิมโดยให้ค่าน้ำหนักผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนถึง 60% ส่วนผลงานทางวิชาการเพียง 40% และต้องเป็นผลงานทางวิชาการที่เน้นทำวิจัยในห้องเรียนเป็นหลัก
ในส่วนของเงินวิทยฐานะชำนาญการได้รับเดือนละ 3,500 บาท ส่วนวิทยฐานะตั้งแต่ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเป็น 2 เท่าจากอัตราเดิมตามมติ ครม.โดยชำนาญการพิเศษได้รับเดือนละ 12,000 บาท เชี่ยวชาญเดือนละ 19,800 บาท และเชี่ยวชาญพิเศษ เดือนละ 26,000 บาท ขณะเดียวกัน หากร่าง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้เงินวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 31,000 บาท
ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 1 มิถุนายน 2552
—————————————————————————————————————————————————————————————————–
คุณสมบัติของผู้เข้ารับการประเมิน
-
ครูชำนาญการ ดำรงตำแหน่งครูมาแล้วไม่น้อยกว่า ๖ ปี ๔ ปี ๒ ปี สำหรับวุฒิปริญญาตรี โท และเอกตามลำดับ และมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลัง ๒ ปีติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ
-
ครูชำนาญการพิเศษ ดำรงตำแหน่งครูชำนาญการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ปี และได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบจากการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียน และมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลัง ๒ ปีติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ
-
ครูเชี่ยวชาญ ดำรงตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี หรือครูชำนาญการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี และได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบจากการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียน และมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลัง ๒ ปีติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ
-
ครูเชี่ยวชาญพิเศษ ดำรงตำแหน่งครูเชี่ยวชาญมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี และได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบจากการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียน และมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลัง ๒ ปีติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ
องค์ประกอบในการประเมิน
-
ด้านที่ ๑ ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ พิจารณาจากข้อมูลของบุคคลและหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเอกสารหลักฐาน คือ ก.พ.๗, คำรับรองของผู้บังคับบัญชาและกรรมการสถานศึกษา และเอกสารหลักฐานที่แสดงการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
-
ด้านที่ ๒ ด้านความรู้ความสามารถ พิจารณาจากเอกสารหลักฐานในการพัฒนาตนเองและงานในหน้าที่ ๒ ส่วน คือ ๑) เอกสารหลักฐานที่แสดงถึงการพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะในสาขาหรือกลุ่มสาระที่รับผิดชอบหรือในงานที่รับผิดชอบ เช่น วุฒิบัตร เกียรติบัตร หรือใบรับรองการผ่านทดสอบความรู้จากสถาบันวิชาการที่ ก.ค.ศ.รับรอง เป็นต้น ๒) เอกสารหลักฐานที่แสดงถึงการเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน เช่น แผนการสอน สื่อการสอน แฟ้มสะสมผลงาน เป็นต้น
-
ด้านที่ ๓ ด้านผลการปฏิบัติงาน
- ชำนาญการ พิจารณาผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และหรือผลการทดสอบจากหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการเรียนรู้และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงานด้วย และอาจพิจารณาจากการปฏิบัติจริงด้วยก็ได้
- ชำนาญการพิเศษ มี ๒ ส่วน คือ
ส่วนที่ ๑ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และหรือผลการทดสอบจากหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการเรียนรู้และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงานด้วย และอาจพิจารณาจากการปฏิบัติจริงด้วยก็ได้
ส่วนที่ ๒ ผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาค้นคว้าหรือผลการวิจัยในชั้นเรียนที่มีจุดหมายในการแก้ปัญหาด้านการเรียนของผู้เรียน มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนไม่น้อยกว่า ๑ รายการ
- เชี่ยวชาญ มี ๒ ส่วน คือ
ส่วนที่ ๑ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และหรือผลการทดสอบจากหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการเรียนรู้และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงานด้วย และอาจพิจารณาจากการปฏิบัติจริงด้วยก็ได้
ส่วนที่ ๒ ผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาค้นคว้าหรือผลการวิจัยในชั้นเรียนที่มีจุดหมายในการแก้ปัญหาด้านการเรียนของผู้เรียน มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนไม่น้อยกว่า ๒ รายการ ซึ่งต้องเป็นงานวิจัยอย่างน้อย ๑ รายการ
- เชี่ยวชาญพิเศษ มี ๒ ส่วน คือ
ส่วนที่ ๑ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และหรือผลการทดสอบจากหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการเรียนรู้และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงานด้วย และอาจพิจารณาจากการปฏิบัติจริงด้วยก็ได้
ส่วนที่ ๒ ผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาค้นคว้าหรือผลการวิจัยในชั้นเรียนที่มีจุดหมายในการแก้ปัญหาด้านการเรียนของผู้เรียน มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนไม่น้อยกว่า ๒ รายการ ซึ่งต้องเป็นงานวิจัยและพัฒนาอย่างน้อย ๑ รายการ
การปรับปรุงผลงาน
กรณีที่ ก.ค.ศ. เห็นสมควรให้ปรับปรุงผลงานทางวิชาการ ให้ปรับปรุงได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ไม่เกิน ๖ เดือน ครั้งที่ ๒ ไม่เกิน ๓ เดือน นับตั้งแต่วันที่ สพท.ได้รับหนังสือแจ้งมติจากสำนักงาน ก.ค.ศ. โดยส่งให้คณะกรรมการชุดเดิมพิจารณา หากไม่ส่งภายในกำหนดถือว่าสละสิทธิ์
เกณฑ์การตัดสิน
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ต้องได้คะแนนแต่ละด้าน ดังนี้
| ชำนาญการ | ชำนาญการพิเศษ | เชี่ยวชาญ | เชี่ยวชาญพิเศษ | ||||
| ด้าน ๑ | ต้องได้คะแนน แต่ละด้านจากกรรมการ ทั้งสามคน เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๖๕% |
๗๐% | ๗๕% | ๘๐% | |||
| ด้าน ๒ | ๗๐% | ๗๕% | ๘๐% | ||||
| ด้าน ๓ | ส่วนที่ ๑ ไม่ต่ำกว่า ๖๕% | ส่วนที่ ๑ ไม่ต่ำกว่า ๗๐% | ส่วนที่ ๑ ไม่ต่ำกว่า ๗๕% | ||||
| ส่วนที่ ๒ ไม่ต่ำกว่า ๖๕% | ส่วนที่ ๒ ไม่ต่ำกว่า ๗๐% | ส่วนที่ ๒ ไม่ต่ำกว่า ๗๕% | |||||
| คะแนนรวมทั้งสองส่วน ไม่ต่ำกว่า ๗๐% |
คะแนนรวมทั้งสองส่วน ไม่ต่ำกว่า ๗๕% |
คะแนนรวมทั้งสองส่วน ไม่ต่ำกว่า ๘๐% |
|||||
|
ต้องผ่านเกณฑ์เป็นเอกฉันท์ทั้ง ๓ ส่วน |
|||||||
วิธีการ
ให้ยื่นคำขอได้ปีละ ๑ ครั้ง ช่วงเวลาใดก็ได้ เพราะความพร้อมของครูต่างกัน กรณี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาไม่อนุมัติ มีสิทธิ์ส่งคำขอใหม่ในปีถัดไป กรณีเกษียณอายุราชการให้ยื่นคำขอก่อนเกษียณฯ ไม่น้อยกว่า ๖ เดือน
คณะกรรมการประเมิน
- ชำนาญการ ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งคณะกรรมการประเมินจำนวน ๓ คน ประกอบด้วย ผอ. สถานศึกษาของผู้ขอรับการประเมิน ผู้ทรงคุณวุฒินอกสถานศึกษา และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าชำนาญการ ประเมินทั้ง ๓ ด้าน
- ชำนาญการพิเศษ ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งคณะกรรมการประเมินจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.เห็นชอบจำนวน ๓ คน ตามสัดส่วนที่ ก.ค.ศ.กำหนด ประเมินทั้ง ๓ ด้าน
- เชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ ให้ ก.ค.ศ. ตั้งคณะกรรมการประเมิน จำนวน ๓ คน ประเมินทั้ง ๓ ด้านขอข้ามวิทยฐานะ (Fast Track) จากชำนาญการ เป็นเชี่ยวชาญได้
รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ในระหว่างนี้ ก.ค.ศ.ได้มอบให้ปลัด ศธ. เป็นประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาจัดทำคู่มือ เกณฑ์ เครื่องมือในการประเมินต่างๆ ให้เสร็จสิ้นภายใน ๓ เดือน (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๒) พร้อมทั้งรายงานต่อที่ประชุม ก.ค.ศ.ทราบเป็นระยะๆ ด้วย
ที่มา กระทรวงศึกษาธิการ 30 มิ.ย.2552
Trackback this post | Subscribe to the comments via RSS Feed